Share on facebook
Share on twitter
Share on pinterest
Trending Now

เล่นหวยฮานอย ใน 1 วัน ง่าย ๆ อยากลองเล่นหวยฮานอยเข้ามาดูที่นี่เลย

รีวิว RB88 คาสิโนออนไลน์ของคนรุ่นใหม่ ที่คุณไม่คาดพลาด

สล็อต เกมดังในคาสิโนกับประวัติอันยาวนาน บนเว็บเดิมพัน Fun88

รีวิว W88 คาสิโนออนไลน์น่าเล่นของคนชอบลอง มือใหม่ไม่ควรพลาด

14 เคล็ดลับที่จะช่วยให้มือใหม่ชนะ BlackJack ได้ง่ายขึ้น

เจาะลึกคาสิโนออนไลน์ M88 คาสิโนน่าเล่นของนักพนันออนไลน์

แบล็คแจ็ค 10 เว็บที่ดีที่สุด ปี 2020 เกมไพ่ที่เล่นเป็นเห็นเงินล้าน

ดาฟาเบท รีวิวเว็บ จัดเต็มรสครบทุกความบันเทิงและความคุ้มค่าในหนึ่งเดียว

The Knock Out สูตร BlackJack ล้มเจ้าที่ไม่ควรพลาด

5 เรื่องจริงที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับการนับไพ่ BlackJack

4 เทคนิคง่าย ๆ ที่จะช่วยให้เล่น BlackJack ได้นานขึ้น

BlackJack กับ Poker เล่นอันไหนดีกว่ากัน

4 ความต่างที่ต้องรู้ก่อนเล่นระหว่าง BlackJack กับ Poker

BlackJack Tournament เล่นเป็นเห็นเงินก้อน

รีวิว W88 คาสิโนออนไลน์น่าเล่นของคนชอบลอง มือใหม่ไม่ควรพลาด

สูตร BlackJack ล้มโต๊ะ เล่นง่ายสบายกระเป๋า

จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องนับไพ่ BlackJack

BlackJack 10 ประเภทที่มักเจอใน คาสิโนออนไลน์

Sexy baccaratเว็บรวมพนันออนไลน์ทุกอย่างจบครบในที่เดียว

BlackJack คืออะไร

แบล็คแจ็ค หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งก็คือ Twenty-one หรือไพ่ยี่สิบเอ็ด เป็นเกมพนันที่ใช้ไพ่แค่ 1 สำรับในการเล่น วัดผลแพ้ชนะกันระหว่างผู้เล่นกับเจ้ามือ กติกาก็ง่าย ๆ ใครได้แต้มไพ่รวมเกิน 21 แต้มแพ้ ได้แต้มรวมน้อยกว่าเจ้ามือ ก็แพ้อีก วิธีชนะจึงต้องจั่วยังไงก็ได้ไม่ให้เกิน 21 แต้มและมีแต้มมากกว่าเจ้ามือ แต่ถ้าใครได้ 21 แต้มตั้งแต่ช่วงแจกไพ่ แบบนี้ก็จะถือว่าได้ BlackJack นั่นเอง

ย้อนรอย แบล็คแจ็ค
5 วิธี ทำกำไร ไม่ง้อ แบล็คแจ็ค

ความต่างระหว่าง
BlackJack กับ Poker

ทุกวันนี้มีเกมพนันมากมาย โดยเฉพาะไพ่มีหลายคนที่ค่อนข้างเข้าใจผิดหรือจำสับสน เอากติกาหรือวิธีเล่นไปปนมั่วกันหมด ยิ่ง BlackJack กับ Poker ซึ่ง 4 ความต่างระหว่าง BlackJack กับ Poker มีดังนี้

หากเป็นการเล่นทั่ว ๆ ไปแบบไม่ใช่ไปเล่นตามบ่อนหรือคาสิโน ทั้งสองเกมนี้จะใช้ไพ่เพียงแค่ 1 สำรับเท่านั้น แต่ถ้าเป็น คาสิโนออนไลน์ เกม แบล็คแจ็ค จะเพิ่มไพ่ที่ใช้ในการเล่นเป็น 4 สำรับ สำหรับการเล่นแบบอเมริกัน หรือ 6 สำรับ ในรูปแบบการเล่นสไตล์ยุโรป ขณะที่โป๊กเกอร์นั้นยังใช้ไพ่ 1 สำรับเหมือนเดิม

การเล่นโป๊กเกอร์จะมี 2 แบบ ก็คือ Cash Game กับ Tournament ทั้งสองแบบจะแตกต่างกันที่ Cash Game จะจบการเล่นและจ่ายเงินรางวัลให้กับผู้ชนะเพียงคนเดียวในโต๊ะนั้น ส่วน Tournament ผู้เล่นจะได้รับรางวัลก็ต่อเมื่อเป็นผู้ชนะของรายการ คือจะต้องเอาชนะในแต่ละโต๊ะให้ได้เพื่อเข้ารอบต่อไปเรื่อย ๆ

 

ส่วนวิธีเล่นโป๊กเกอร์ใน 1 เกมจะแบ่งออกเป็น 5 รอบ คือ Pre-Flop, Flop, Turn, River และ Show Down ผู้เล่นแต่ละคนจะต้องจัดไพ่ในมือให้เข้ากับไพ่กองกลางเพื่อให้ได้ชุดไพ่หรือมือที่ดีที่สุด การวัดผลแพ้ชนะจะเป็นการวัดกันระหว่างผู้เล่น และในแต่ละรอบผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะหมอบ, เพิ่มเดิมพัน, อยู่เฉย ๆ หรือจะวางเดิมพันตามผู้อื่น

 

แต่ แบล็คแจ็ค จะแตกต่างออกไปคือไม่ว่าจะมีผู้เล่นกี่คนก็ตาม จะเป็นการแข่งกันระหว่างผู้เล่นกับเจ้ามือ โดยผู้เล่นจะต้องพยายามทำแต้มรวมของไพ่ในมือให้ได้มากกว่าเจ้ามือและต้องไม่เกิน 21 แต้ม ส่วนเจ้ามือเองก็ต้องทำแต้มให้ได้ระหว่าง 17-21 แต้ม จากนั้นค่อยมาวัดผลกับผู้เล่นทีละคน ใครชนะก็ได้เงินไป ใครแพ้ก็เสียเงิน

 

ในกรณีที่ผู้เล่นต้องการเลิกเล่นระหว่างเกม โป๊กเกอร์ จะสามารถเลิกเล่นในรอบไหนก็ได้เพียงแค่หมอบไพ่ก็พอ แต่ถ้าเป็น BlackJack จะหมอบได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในช่วงไพ่สองใบเท่านั้น หากมีการจั่วเพิ่มก็ต้องอยู่ต่อจนกว่าจะถึงรอบวัดไพ่

สำหรับ แบล็คแจ็ค จะนับแต้มไพ่จากหน้าไพ่เท่านั้น โดยที่ดอกไพ่จะไม่ส่งผลถึงขนาดไพ่ ดังนี้

  • ไพ่ A มีค่าเป็น 1 แต้ม เมื่ออยู่กับไพ่ 2-9 แต่จะมีค่าเป็น 11 แต้ม เมื่ออยู่กับไพ่ 10, J, Q หรือ K
  • ไพ่ 2-9 มีค่าตามหมายเลขหน้าไพ่
  • ไพ่ 10, J, Q และ K มีค่าเป็น 10 แต้ม

ส่วน โป๊กเกอร์ ดอกไพ่จะมีผลต่อขนาดไพ่ โดยเรียงจากใหญ่ไปหาเล็ก คือ โพธิ์ดำ > หัวใจ > ข้าวหลามตัด > ดอกจิก ในกรณีที่มีแต้มเท่ากัน จะดูที่ดอกไพ่ว่าใครใหญ่กว่ากัน สำหรับแต้มไพ่มีวิธีการนับดังนี้

  • ไพ่ A จะมีค่าน้อยที่สุดเมื่ออยู่กับชุดไพ่ 2-9 แต่จะมีค่ามากสุดเมื่ออยู่กับชุดไพ่ 10, J, Q, K
  • ไพ่ K มีค่าน้อยกว่า A
  • ไพ่ Q มีค่าน้อยกว่า K
  • ไพ่ J มีค่าน้อยกว่า Q
  • ไพ่ 10-2 มีค่าน้อยกว่า J เรียงตามลำดับตัวเลขจากมากไปหาน้อย

ตรงนี้จะเห็นว่าไพ่ A, 2-9 ของไพ่ทั้งสองแบบจะมีค่าเหมือนกัน แต่ 10, J, Q, K ของโป๊กเกอร์จะมีค่าไม่เท่ากัน ขณะที่ BlackJack ให้ค่าเท่ากันทุกใบคือ 10 แต้ม

วิธีวัดผลแพ้ชนะใน โป๊กเกอร์ จะใช้ชุดไพ่ซึ่งเรียงจากคะแนนมากที่สุดไปหาน้อยสุดดังนี้ Royal Flush > Straight Flush > Four of kind > Full House > Flush > Straight > Three of kind > Two pair > One pair > High card และในกรณีแต้มไพ่เท่ากัน หรือมีชุดไพ่เดียวกันจะใช้ดอกไพ่ และไพ่ที่เหลือเป็นตัว Kicker อีกที แม้ว่าในระดับทัวร์นาเมนท์จะมีผู้ชนะได้มากกว่าหนึ่งคน แต่เป็นการชนะแบบลำดับ 1, 2, 3 ดังนั้น โป๊กเกอร์ จึงยากที่จะเป็นเกมจบด้วยผลเสมอกัน ส่วนอัตราจ่ายคือเงินรางวัลทั้งหมดที่อยู่ใน Pot หรือเงินกองกลางที่ทุกคนวางเดิมพันไปนั่นเอง